Article

ความจริงของผม โดยสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

เส้นผม คือ ใยโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากต่อมผมของผิวหนังมีชืิ่อทางวิทยาศาสตร์ว่า เคอราตินอย่างแข็ง (hard keratin) เนื่องจากต่อมผมไม่ได้สร้างเส้นผมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่สิ้นสุดเมื่อเส้นผมงอกไปจนยาวได้ขนาดหนึ่งต่อมผมก็จะหยุดสร้างเส้นผมแล้วเส้นผมก็จะหลุดร่วงไป  จากนั้นก็มีเส้นผมงอกขึ้นมาใหม่ที่ต่อมผมเดิมดังนั้น เราทุกคนหนีไม่พ้นที่ผมจะหลุดร่วงไปเป็นธรรมดา  เนื่องจากเรามีเส้นผมอยู่ถึงประมาณ 100,000 เส้น  เราจึงไม่ค่อยรู้สึกกับการหลุดร่วงของเส้นผมในแต่ละวัน  ซึ่งตามปกติอาจจะร่วงได้ถึงวันละ 100 เส้น ดังนั้น ถ้าหากท่านมีอาการผมร่วงแต่ไม่ถึงวันละ 100 เส้น ก็อย่าเพิ่งวิตกกังวลเพราะยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ  ยกเว้นว่าผมที่ร่วงนั้นหลุดมาจากบริเวณเดียวกันของหนังศีรษะจนเห็นศีรษะล้านเป็นหย่อมๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

สาเหตุของผมร่วงแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ โรคติดเชื้อ และ โรคไม่ติดเชื้อ

โรคติดเชื้อ

สำหรับโรคติดเชื้อสำคัญที่ทำให้ผมร่วงได้แก่ โรคเชื่้อรา และ โรคซิฟิลิส

เชื่อราที่หนังศีรษะ

พบมากในเด็กมักมีผื่นคันบริเวณผมร่วงบางรายอาจมีอาการอักเสบมากจนมีตุ่มหนองที่เรียกว่า “ชันนะตุ" การรักษาทำได้ง่ายโดยการรับประมานยาต้านเชื้อรา  ซึ่งต้องรับประทาน 1-2 เดือน เป็นอย่างน้อย

โรคซิฟิลิส

ผมร่วงชนิดนี้เกิดจากเชื้อซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ผมอาจจะร่วงทั่วศีรษะหรือเป็นหย่อมแบบมอดแทะ  ผู้ป่วยอาจจะมีผื่นขึ้นตามตัว แขน ขา ฝ่ามือ และฝ่าเท้าร่วมด้วย ที่เรียกว่า ออกดอก ผมร่วงชนิดนี้จะต้องรักษาโรคซิฟิลิสให้หาย  โดยการฉีดเพนนิซิลิน (นอกจากเคยมีประวัติแพ้ยาตัวนี้ก็ใช้ยารับประทานแทนได้)  ผู้สัมผัสโรค เช่น ภรรยา ต้องมารับการตรวจรักษาด้วย

ผมร่วงในกลุ่มโรคติดเชื้อนี้ มีความสำคัญในการวินิจฉัยให้ได้เพราะหากให้ยาฆ่าเชื้อตรงตามสาเหตุแล้ว  ผู้ป่วยจะหายได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน  ผมร่วงจากโรคซิฟิลิสนั้น ถึงแม้จะพบได้ไม่บ่อยแต่มีความสำคัญมาก เพราะอาการผมร่วงถึงแม้ไม่ได้รับการรักษาผมก็จะขึ้นมาได้เองเป็นปกติ  ถ้าหากว่าผู้ป่วยไปซื้อยารักษาผมร่วงที่ไม่มีผลในการฆ่าเชื้อซิฟิลิสมาทาแล้วผมขึ้นก็เข้าใจผิดว่าหายจากโรคแล้วนับว่าเป็นอันตรายมาก  เนื่องจากซิฟิลิสจะลุกลามต่อไปจนมีการทำลายระบบประสาทและหัวใจทำให้เป็นอัมพาต ลิ้นหัวใจรั่ว หรือ เส้นเลือดโป่งพองได้

โรคไม่ติดเชื้อ

ในกลุ่มนี้โรคที่พบว่าเป็นสาเหตุผลร่วงบ่อย ได้แก่

1. ผมบางจากพันธุกรรม

2. ผมร่วงหลังไข้และหลังคลอด

3. ผมร่วงเป็นหย่อม

4. โรคชอบถอนผม

ผมบางจากพันธุกรรม

ผมบางจากพันธุกรรมเป็นสาเหตุผมบางหรือศีรษะล้านที่พบบ่อยที่สุดและมักจะเป็นกลุ่มที่แสวงหาการรักษามากที่สุด  แม้ว่าผมบางหรือศีรษะล้านชนิดนี้ไม่มีผลต่อสุุขภาพทางกาย  แต่ทำให้เสียบุคลิกภาพได้มาก  มักจะแสดงอาการเมื่อพ้นระยะวัยรุ่นไปแล้วโดยผมจะบางลงเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้นในผู้ชายอาจจะเริ่มศีรษะเถิกก่อน คือ แนวเส้นผมบริเวณหน้าผากจะเลื่อนสูงขึ้นก่อน  ต่อมาผมบริเวณกลางศีรษะจะบางลง  ในผู้หญิงผมจะบางบริเวณศีรษะด้านบนโดยแนวเส้นผมบริเวณหน้าผากยังคงเดิมอยู่  จึงเห็นชัดว่าผมบางลงบริเวณกลางศีรษะและมักแสดงอาการในช่วงอายุ 40-50 ปีขึ้นไป  ยาที่ใช้รักษาผมบางจากพันธุกรรมให้ผมหนาขึ้นได้แก่ ยาทา minoxidil และ ยารับประทาน finasteride (ยารับประทานใช้ได้เฉพาะกับผู้ชายเท่านั้น) แต่เมื่อหยุดใช้ผมก็จะบางลงอีกได้

ผมร่วงหลังไข้และหลังคลอด

หลังจากมีไข้สูงหรือหลังคลอดประมาณ 3 เดือนอาจมีผมร่วงได้ผมอาจจะร่วงได้วันละหลายร้อยเส้นจนผู้ป่วยตกใจ  แต่โดยทั่วไปศีรษะจะไม่ถึงกับล้านต้องสังเกตุอย่างมากจึงจะเห็นว่าผมบางลง  อาการนี้จะหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยในกลุ่มไปซื้อยาอะไรมาทาก็ตาม จะรู้สึกว่ายานี้ดีทำให้ผมดกขึ้น ทั้งที่จริงผมขึ้นมาเอง

ผมร่วงเป็นหย่อม

พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่เป็นเท่ากันทั้งสองเพศ  เป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ  แต่เชื่อว่าเป็นจากร่่่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่ไปต่อต้านการทำงานของต่อมผมในบางรายอาจหายได้เอง แต่โรคนี้จะลุกลามจนเป็นทั่วศีรษะได้ซึ่งทำให้โอกาสหายเองลดน้อยลง  วิธีการที่จะรักษามีได้หลายวิธี  ทั้งยาทา ยารับประทาน และยาฉีด  ต้องเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

โรคชอบถอนผม

โรคนี้หายเองได้ถ้าผู้ป่วยได้รับการแนะนำและสามารถหยุดถอนผมแต่บางระยะอาจจต้องปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อรักษาด้านจิตใจด้วย  

โดยสรุปจะเห็นได้ว่า ผมบางและผมร่วงนั้นเกิดได้หลายสาเหตุการรักษาให้ได้ผลต้องวินิจฉัยให้ถูกต้องและรักษาตามสาเหตุ  ส่วนใหญ่ของคนที่ผมบางหรือศีรษะล้านเป็นจากพันธุกรรม  ไม่ได้เกิดจากการขาดสารอาหาร  การรักษาโดยให้ยารับประทานหรือยาทา  ไม่ว่าจะเป็นไลโปโซม หรือ นีโอ หรือจะเรียกชื่อว่า นาโนเทคโนโลยีก็ตาม ไม่น่าจะได้ผล เพราะไม่ได้แก้ที่สาเหตุ  การจะทดลองยาชนิดใดก็ตามควรจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  ก่อนจะนำผู้ป่วยเข้าสู่โครงการทดลองรักษาต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนก่อน  ต้องมีการคัดเลือกผู้ป่วยกลุ่มเป็าหมายให้เหมือนกัน  เพราะบางโรคเช่น ผมร่วงเป็นหย่อม ผมร่วงหลังคลอด  หรือหลังไข้  อาการผมร่วงหายเองได้โดยไม่ต้องรักษาอยู่แล้ว  หากนำกลุ่ทมนี้ทดลองยาไม่ว่าจะใช้ยาอะไรมาทาก็หายเองอยู่แล้ว  การทดลองรักษาต้องมีกลุ่มควบคุม  คือ มีกลุ่มที่ได้ ยาหลอก (placebe) แล้ววัดผลการรักษาอย่างไม่ลำเอียง  โดยผู้ที่วัดผลการรักษาอย่างไม่ลำเอียง  โดยผู้ที่วัดผลต้องไม่รู้ว่าผู้เข้าร่วมทดลองใช้ยาอะไรบ้าง  ผลที่ได้ก็ต้องนำมาคำนวณทางสถิติว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มที่ใช้ยาและกลุ่มที่ได้ยาหลอกหรือไม่  จึงจะสรุปผลการทดลองได้อย่างถูกต้อง

Credit:

นิตยสาร medical focus ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 มิถุยายน 2552 หน้า 27-28 เผยแพร่ผ่านทางเวปไซต์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย http://www.dst.or.th/Publicly/Articles/120.23.15/aC1uHk3WUt

 

 

 

 

 

ความเห็นจากผู้ใช้

Visitors: 2,447